มารู้จักพิษของน้ำยาเช็ดกระจกกันก่อนผลิต

น้ำยาเช็ดกระจกและเครื่องแก้ว (Window or glass cleaners)

    มันคืออะไร

    ใช้สำหรับทำความสะอาดกระจกหน้าต่าง กระจกบนโต๊ะ กระจกเงา หน้าจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ปกติจะเก็บไว้ในห้องครัว หรือในห้องน้ำ

    ส่วนประกอบของน้ำยาเช็ดกระจกและเครื่องแก้ว

    ประกอบไปด้วย แอมโนเนีย และ ไอโซโพรพานอล

    ข้อควรคำนึงถึงเมื่อจะใช้ผลิตภัณฑ์นี้

    อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองแก่ดวงตา ผิวหนัง จมูกและลำคอ หากกลืนกินเข้าไปอาจจะทำให้หมดสติ อย่าลืมอ่านฉลากก่อนทุกครั้ง!! เพื่อจะได้ทราบถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย สวมถุงมือขณะใช้ และใช้ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก

    น้ำยาเช็ดกระจกก็จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ซักล้าง จึงมีสารลดแรงตึงผิวเป็นองค์ประกอบหลักผสมกับสารเคมีที่ใช้เป็นตัวทำละลาย ซึ่งน้ำยาเช็ดกระจกที่พบมีอยู่หลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อมีส่วนผสมหลักคล้ายคลึงกัน โดยทุกชนิดจะใช้ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (isopropyl alcohol) ในปริมาณ 1.0-4.0% ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เป็นของเหลวใส ไม่มีสี ไวไฟ และมีกลิ่นฉุนมาก ใช้ในการทำความสะอาด ถ้าจะใช้ฆ่าเชื้อต้องใช้ที่ความเข้มข้นสูงถึง 60-70% การหายใจเข้าไปในปริมาณเล็กน้อยจะระคายเคืองจมูก ลำคอ และระบบทางเดินหายใจ  ทำให้ปวดหัว คลื่นไส้ วิงเวียน อาเจียน ถ้าได้รับปริมาณสูงขึ้นอาจทำให้หมดสติ หรือตายได้ การสัมผัสนาน ทำให้ผิวหนังแห้งและแตก การกลืนกินมีอาการคล้ายการหายใจ อาเจียนและอาจทำอันตรายแก่ปอด และระคายเคืองต่อตา ห้ามทิ้งสู่แหล่งน้ำ น้ำเสีย หรือดิน สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้

               สารเคมีที่นิยมใช้เป็นตัวทำละลายในน้ำยาเช็ดกระจกอีกชนิดคือ บิวทิลเซลโลโซลฟ์ (butyl cellosolve) เป็นตัวทำละลายเคมีที่ละลายน้ำได้ (water-soluble solvent)  มักใช้กับคราบมัน หรือทำให้มัน มีชื่อทางเคมีว่า 2-บิวทอกซีเอทานอล (2-butoxyethanol) หรือเอทาลีนไกลคอลโมโนบิวทิลอีเทอร์ (ethylene glycol monobutyl ether) มีค่า LD50 (หนู) 470 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นพิษหากถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง กินเข้าไปทำให้มึนเมาได้ ตัวทำละลายทั้ง 2 มีผลกระทบคล้ายกันคือ ระคายเคืองต่อตา ผิวหนัง จมูก ลำคอ เกิดอาการไอ คลื่นไส้ วิงเวียน ปวดหัว ตาแดง เจ็บตา เห็นไม่ชัด ปวดท้องน้อย ท้องเสีย อาเจียน กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก แต่ไม่ต้องกังวลมากเพราะตัวทำละลายในน้ำยาเช็ดกระจกมีความเข้มข้นน้อยมากคือเพียง 0.5-2.5% เท่านั้น

                  สำหรับสารลดแรงตึงผิวที่ใช้ในน้ำยาเช็ดกระจกคือ sodium lauryl ether sulfate (SLES) หรือ sodium laureth sulfate  ใช้ในปริมาณ 0.1 – 0.6 % โดยน้ำหนัก SLES มีค่า LD50 (หนู) 1,600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีพิษปานกลาง เป็นสารทำให้เกิดฟอง มักใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และแชมพู อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตาและผิวหนัง หากเกิดอาการหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ควรหยุดใช้ทันที ในกระบวนการผลิต SLES อาจปนเปื้อนด้วย 1,4-dioxane ซึ่งอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ในต่างประเทศมีการห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารและยา แต่อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสารชนิดนี้เป็นก่อมะเร็ง

                น้ำยาเช็ดกระจกบางชนิดที่ไม่ใช้ sodium lauryl ether sulfate เป็นสารลดแรงตึงผิว จะใช้ cocamidopropyl betaine แทน   ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิวที่จับกับทั้ง anion และ cation ในเวลาเดียวกัน สาร cocamidopropyl betaine เป็นสารลดแรงตึงผิวแบบอ่อน ที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อในจมูก นอกจากนี้มันยังมีสมบัติฆ่าเชื้อโรคด้วย และเข้าได้กับสารลดแรงตึงผิวชนิดอื่นๆ  cocamidopropyl betaine ในน้ำยาเช็ดกระจกมีความเข้มข้นต่ำกว่า 1 % จะไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง อย่างไรก็ตามสำหรับที่ความเข้มข้นสูงขึ้นไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ควรหลีกเลี่ยงการเทผลิตภัณฑ์ใส่มือโดยตรง

                 น้ำยาเช็ดกระจกบางยี่ห้อมีการนำ ammonium hydroxide มาใช้ประมาณ 0.1 % ammonium hydroxide ที่ความเข้มข้นสูงกว่า 25 % มีค่า LD50 (หนู) 350 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีความเป็นพิษมาก มีฤทธิ์ทำให้เกิดแผลไหม้ และเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ สารนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนเป็นอันตรายต่อเยื่อเมือก ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ดวงตา ผิวหนัง การสูดดมทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตาและจมูก ซึ่งต้องระวังอันตรายมากกว่า มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ อับเสบ การบวมน้ำของถุงลมและปอด ถ้าเข้าตาสามารถทำให้ตาบอดได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *