วิธีการใช้คลอรีนทุกชนิดได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

วิธีการใช้คลอรีนทุกชนิดได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย      

        คลอรีน  เป็นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ฆ่าเชื้อโรค ที่สามารถนำไปใช้ในด้านต่างๆมากมาย ทั้งในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ตลอดจนสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ในขบวนการผลิตน้ำดื่ม-น้ำใช้ ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ในฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ในตลาดสดหรือครัวเรือน ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้นคลอรีนยังมีปลอดภัยสูง เพราะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก และสามารถสลายตัวได้อย่างรวดเร็วในธรรมชาติ

คลอรีนที่ใช้โดยทั่วไป มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ            

    1.อยู่ในรูปก๊าซ ได้แก่
                – ก๊าซ คลอรีน
    2. อยู่ในรูปน้ำ ได้แก่
                – โซเดี่ยมไฮโปคลอไรท์ ( คลอรีนน้ำ )
                – คลอรีนเหลว ( Liquid Chlorine )
                – น้ำยาฟอกขาว (Liquid Calcium Hypochlorite )
      3. อยู่ในรูปของแข็ง ได้แก่
                – แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์
                – โซเดี่ยมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ( DCCNa )
                – ไตรคลอโร ไอโซไซยานูริคแอซิด

      ปฏิกิริยาและการออกฤทธิ์ของ คลอรีน     

         คลอรีน มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดซ์ที่รุนแรง เมื่อละลายน้ำจะเกิดปฏิกิริยากับน้ำแตกตัวให้คลอรีน ซึ่งจะไปทำลายสารอินทรีย์ ที่ทำให้เกิดสีและกลิ่นในน้ำ ช่วยตกตะกอน ลดการเกิดฟอง และทำลายเชื้อจุลินทรีย์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆในน้ำ

      ความสามารถในการออกฤทธิ์ ของคลอรีนจะขึ้นอยู่กับ

– ปริมาณของ Free คลอรีน ซึ่งได้แก่
   OCl- ( Hypochlorite Ion ) และ HOCl ( Hypochlorus Acid ) ซึ่ง HOCl จะออกฤทธิ์ได้รุนแรงกว่า OCl- 80-200 เท่า การเปลี่ยนจาก OCl- เป็น HOCl จะขึ้นกับ pH ของน้ำ โดยที่ pH ของน้ำยิ่งต่ำ (มีฤทธิ์เป็นกรด) OCl- ก็จะเปลี่ยนไปเป็น HOCl มากขึ้น และจะเปลี่ยนหมดที่ pH ต่ำกว่า 5 ลงมา จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม คลอรีนจึงออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นเมื่อ pH ของน้ำต่ำลง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคลอรีน จะออกฤทธิ์ได้ดีในช่วง pH 6-7

– ปริมาณของคลอรีนที่ใช้
   คลอรีนจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดี จะต้องใช้ให้ได้ปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสม

– อินทรีย์วัตถุ และอนินทรีย์วัตถุในน้ำ
  ได้แก่พวกตะกอนแขวนลอยในน้ำ ถ้ามีมากจะต้องใช้คลอรีนในปริมาณที่มากตามไปด้วย

   คลอรีนชนิดต่างๆที่ใช้กันโดยทั่วไป      

          คลอรีนที่ใช้กันโดยทั่วไป ในธุรกิจต่างๆ มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้คลอรีนให้ได้ผลจำเป็นต้อง กำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้ แล้วทำการเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของคลอรีนชนิดต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้คลอรีนได้ถูกต้องได้ผลสูงสุดตามที่ต้องการ

ตาราง เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของคลอรีนชนิดต่างๆ

แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์ ( Calcium Hypochlorite ) คลอรีน 65 -70%  
             เป็นคลอรีนที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด มีหลายความเข้นข้นให้เลือกใช้ตั้งแต่ 35-70% หาได้ง่ายและมีหลายระดับราคา เนื่องจากมีหินปูนเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นเวลาละลายน้ำ จะมีตะกอนที่ไม่ละลายน้ำค่อนข้างมาก จึงมีความจำเป็นต้องวางทิ้งไว้ให้ตกตะกอนก่อน แล้วนำเฉพาะส่วนที่ใสไปใช้ เพื่อป้องกันการอุดตันของถังจ่ายคลอรีน
          หลังละลายน้ำ คลอรีนจะแตกตัวให้ Hypochlorite ion ( OCl- ) ซึ่งมีประจุลบ ทำให้มีบางส่วนไปจับกับตะกอนแขวนลอยในน้ำก่อน และมีส่วนน้อยเปลี่ยนรูปเป็น HOCl ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้รุนแรงกว่า ทำให้การใช้ในน้ำที่มีตะกอนมากจะได้ผลลดลง
          เนื่องจากเป็นคลอรีนที่มี pH มากกว่า 9 จึงมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง และเพื่อให้ใช้ได้ผลดี จำเป็นต้องกำจัดตะกอนในน้ำก่อน และควรปรับค่า pH ของน้ำให้เป็นกรดเล็กน้อยที่ 6-6.8 โดยใช้กรดเกลือจะทำให้คลอรีนออกฤทธิ์ดีขึ้น

โซเดี่ยม ไฮโปคลอไรท์ ( Sodium Hypochlorite ) คลอรีนน้ำ 10 %
              เป็นคลอรีนชนิดน้ำ ความเข้มข้นของ Available Chlorine 10% ทำให้สะดวกและง่ายต่อการใช้ แต่เนื่องจากอยู่ในรูปน้ำ ทำให้มีความคงตัวต่ำมาก ต้องใช้ให้หมดภายใน 2 วัน เพราะหลังจากนั้น Available Chlorine จะลดลงอย่างรวดเร็ว จนมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการฆ่าเชื้อโรค
              ถึงแม้จะเป็นคลอรีนรูปน้ำ เป็น Free Chlorine ทั้งหมด แต่เนื่องจากตัวคลอรีนมี pH มากกว่า 9 ทำให้ Free Chlorine อยู่ในรูป OCl- ซึ่งจะไปจับกับตะกอนในน้ำก่อน และมีส่วนน้อยที่เปลี่ยนรูปเป็น HOCl จึงมีประสิทธิภาพต่ำในการใช้งานทั่วๆไป ยกเว้นจะมีการกำจัดตะกอนต่างๆในน้ำก่อน และปรับ pH ของน้ำให้ไม่เกิน 7 จึงจะใช้ได้ผลดี แต่ก็ยังมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง

คลอรีน 90% ( Trichloroisocyanuric Acid )
             เป็นคลอรีนที่มีความเข้มข้นสูงถึง 90% สามารถละลายน้ำได้หมด ไม่มีตะกอนหลงเหลือ แต่ละลายได้ช้ามากใช้เวลาในการละลายน้ำนาน เมื่อละลายน้ำแล้วจะแตกตัวให้ HOCl และ Cyanuric Acid ทำให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงมาก สามารถออกฤทธิ์ได้ดีกว่า คลอรีนชนิด Hypochlorite 8-10 เท่า
             แต่เนื่องจากเป็นสารประกอบคลอรีน ที่มีฤทธิ์เป็นกรดแก่ pH 2-3 ทำให้ค่อนข้างอันตรายในการใช้ และยังทำให้ pH ของน้ำลดลง และมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง

คลอรีนชนิด DCCNa ( Sodiumdichloro Isocyanurate )
               เป็นสารประกอบคลอรีนที่พัฒนาล่าสุด ให้มีความคงตัวสูงเก็บรักษาได้นาน สามารถละลายน้ำได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีตะกอนหลงเหลือ มี pH ที่เหมาะสมที่ 6.4-6.8 สามารถผลิตได้ทั้งในรูป ผง ,เกร็ด และเม็ด ( Tablet ) ทำให้นำไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย และเหมาะสมต่อสภาพการใช้งาน
       DCCNa หลังจากละลายน้ำแล้ว จะแตกตัวให้ HOCl ( Hypochlorous acid ) และ Cyanuric Acid ( ที่ช่วยทำให้ HOCl มีความคงตัวในน้ำเพิ่มมากขึ้น ) ไม่มีผลกระทบต่อค่า pH ของน้ำ สามารถออกฤทธิ์ได้ดีแม้แต่ในน้ำที่มี pH 8-9 โดยมีผลทำให้ประสิทธิภาพลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
       DCCNa สามารถออกฤทธิ์ได้ดีกว่า คลอรีนชนิด Hypochlorite 2-10 เท่า จึงใช้น้อยแต่สามารถฆ่าเชื้อได้ดี ไม่ทำให้หัวจ่ายคลอรีนอุดตัน สามารถสลายตัวได้เร็ว และมีฤทธิ์กัดกร่อนน้อยกว่าคลอรีนชนิดอื่นๆ


การคำนวนหาอัตราการใช้คลอรีน และวิธีการใช้คลอรีนที่ถูกต้อง     

1. การหาปริมาณคลอรีนที่ใช้

ตัวอย่างการคำนวน
– ต้องการใช้คลอรีน 60% ที่ความเข้มข้น 20 ในน้ำจำนวน 100 ลิตร     ต้องใช้คลอรีน 60% จำนวนทั้งสิ้น 3.33 กรัม

วิธีการใช้คลอรีนที่ถูกต้อง
– คลอรีนน้ำ
                           เตรียมสารละลายคลอรีนเข้มข้น ในปริมาณที่ต้องการ จากน้ำนำไปใส่ในน้ำที่ต้องการโดยตรง หรือจ่ายผ่านเครื่องจ่ายคลอรีน
                           ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้น้ำมีคลอรีนตาม ppm. ที่กำหนด
– คลอรีนผง หรือเกล็ด
                           ละลายคลอรีนผงจำนวนตามที่ต้องการ ในน้ำสะอาดปราศจากตะกอน ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ดูดตะกอนไปทิ้งในที่ที่ปลอดภัย
                           นำสารละลายคลอรีนที่ใสไม่มีตะกอนไปใช้ โดยใส่ในน้ำโดยตรง หรือจ่ายผ่านเครื่องจ่ายคลอรีน ระวังอย่าให้มีตะกอนติดไปด้วย เพราะจะทำให้เครื่องจ่ายคลอรีนอุดตัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คลอรีนเข้มข้นที่เตรียมไว้ต้องใช้ให้หมดภายในเวลา 2 วัน และต้องใช้คลอรีน ให้ได้ความเข้มข้นเป็น ppm. ที่เหมาะสม และต้องมีระยะเวลาสัมผัสเชื้อที่นานเพียงพอ

 การใช้คลอรีน ในกิจการชนิดต่างๆ     
                คลอรีนที่ใช้กันโดยทั่วไปในกิจการต่างๆ จำเป็นต้องมีความเข้าใจและใช้ให้ได้ความเข้มข้นที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลสูงสุด     

1. การใช้คลอรีนในการเลี้ยงกุ้ง
          } ใช้ในบ่อเพาะลูกกุ้ง
             – ใช้ในขั้นตอนการเตรียมน้ำ  ใช้คลอรีนในระดับความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 200 ppm. และต้องพักน้ำไว้ไม่ควรต่ำกว่า 7 วัน ก่อนนำน้ำไปใช้
          } ใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้ง
             – ใช้เตรียมบ่อ  ใช้คลอรีนในระดับความเข้มข้น 20 – 30 ppm. และพักน้ำ ไว้ไม่ต่ำกว่า 7 วัน ก่อนทำสีน้ำและลงลูกกุ้ง
             – ใช้ควบคุมปริมาณแพลงค์ตอน ใช้คลอรีนในระดับความเข้มข้น 0.1 – 0.2 ppm. ในระหว่างการเลี้ยงกุ้ง
          } การตรวจสอบปริมาณคลอรีนที่หลงเหลือ
                เพื่อความปลอดภัยต่อลูกกุ้ง ช่วงพักน้ำต้องเปิดเครื่องตีน้ำไว้ตลอด หลังจากครบ 7 วัน ให้ตรวจสอบปริมาณคลอรีนที่หลงเหลือ โดยใช้
                สารโปตัสเซี่ยม ไอโอได ( KI ) หรือสาร Ortholidine ด้วยวิธีการไตเตรท หรือดูจากสีน้ำตาลของไอโอดีนที่เกิดขึ้น ถ้ามีสีน้ำตาล
                แสดงว่ายังมีคลอรีนหลงเหลือ

2. การใช้คลอรีนในฟาร์มปศุสัตว์
          } ใช้ฆ่าเชื้อในน้ำดื่มของสัตว์
                เติมคลอรีนในถังพักน้ำดื่มสำหรับสัตว์ ให้ได้ความเข้มข้น 20 ppm. พักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำน้ำไปให้สัตว์ดื่ม และต้อง
                ตรวจสอบปริมาณคลอรีนคงเหลือก่อนใช้ ค่าที่ปลอดภัยไม่ควรเกิน 14 ppm. หากใช้น้ำประปาให้ใช้ในระดับความเข้มข้น 0.5-1 ppm.
                พักน้ำไว้ 3-4 ชั่วโมง ก่อนนำน้ำไปให้สัตว์ดื่ม
          } ใช้ล้างอุปกรณ์เครื่องมือ
                ใช้สารละลายคลอรีนเข้มข้น 200 ppm. แช่อุปกรณ์ไว้ 15-30 นาที แล้วล้างให้สะอาดตั้งทิ้งไว้ให้หมดกลิ่นคลอรีน ล้างซ้ำด้วยน้ำ
                สะอาด ก่อนนำไปใช้
          } ใช้ล้างฆ่าเชื้อบริเวณโรงเรือน
                พ่นด้วยสารละลายคลอรีนเข้มข้น 5,000 ppm. ให้ทั่วทั้งพื้นและผนัง ทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก่อนนำสัตว์เข้าเลี้ยง


3.การใช้คลอรีนในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
          } ในขบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง จะต้องมีการฆ่าเชื้อด้วยวิธีการ Sterilize ซึ่งอาหารกระป๋องจะมีความร้อนสูง นำมาผ่าน
             ขบวนการลดอุณหภูมิโดยการจุ่มในน้ำเย็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสูญญากาศภายในกระป๋อง มีผลทำให้น้ำที่ใช้ลดอุณหภูมิสามารถซึมผ่าน
             เข้าไปใน กระป๋องได้ทางรอยตะเข็บข้างกระป๋อง ดังนั้นถ้าน้ำที่ใช้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ จะทำให้อาหารที่บรรจุเกิดการเน่าเสีย
             ซึ่งทำให้เกิดความ เสียหาย และอาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
          } ดังนั้นน้ำที่นำมาใช้ จึงต้องมีการฆ่าเชื้อก่อนด้วยคลอรีน โดยการเติมคลอรีนให้มีความเข้มข้น 2 ppm. และรักษาระดับให้คงที่ตลอดทั้ง
             ระบบ จะทำให้น้ำสะอาดปราศจากเชื้อปนเปื้อนลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

4.การใช้คลอรีนในโรงงานน้ำอัดลม
           } น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต
                 ทำความสะอาด โดยการเตรียมสารละลายคลอรีนเข้มข้น 10,000 ppm. จ่ายลงในน้ำโดยใช้เครื่องจ่ายคลอรีน ( Chlorinator )
                 โดยปรับการจ่ายให้น้ำมีความเข้มข้นของคลอรีน 0.1-0.2 ppm. ตลอดเวลา และเมื่อนำน้ำไปใช้ ต้องกำจัดคลอรีนให้หมดก่อน
                 เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
           } อุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต
                 ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการบรรจุเครื่องดื่มลงภาชนะ ควรส่งสารละลายคลอรีนเข้มข้น 300 ppm. ผ่านปั๊ม ท่อ เครื่องบรรจุให้ทั่ว เพื่อ
                 กำจัดเชื้อจุลินทรีย์ ผ่านด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งเพื่อล้างคลอรีนออกก่อนเริ่มบบรจุ และภายหลังบรรจุเครื่องดื่มแต่ละครั้ง ฉีดพ่นทำความ
                 สะอาดถังบรรจุด้วยสารละลายคลอรีนเข้มข้น 300 ppm. ทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด


5.การใช้คลอรีนในระบบประปา
           } ใช้สารละลายคลอรีนเข้มข้น 2,500 ppm. จ่ายเข้าตามระบบเส้นท่อ โดยให้มีความเข้มข้นของคลอรีนในระบบ 0.5 ppm. เป็นระยะเวลา
              อย่างน้อย 30 นาที และให้มีความเข้มข้นของคลอรีนปลายทาง 0.3 ppm.
           } ปริมาณการจ่ายสารละลายคลอรีนเข้มข้นเข้าสู่ระบบประปา จะขึ้นอยู่กับวิธีการผลิต และกำลังการผลิตของแต่ละวิธี
           } สารละลายคลอรีนเข้มข้น 2,500 ppm. เตรียมได้จากคลอรีนรูปแบบต่างๆ และต้องเตรียมให้เพียงพอต่อการใช้ไม่เกิน 2 วัน เนื่องจาก
              หากเกิน 2 วันแล้ว ปริมาณของ Free Chlorine ในสารละลายจะลดต่ำลง จนไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการฆ่าเชื้อ

                      ตารางแสดง อัตราส่วนการใช้คลอรีนในระบบประปา

6.การใช้คลอรีนในสระว่ายน้ำ
           } ใช้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา และสาหร่าย ที่เกิดขึ้นในสระว่ายน้ำ
           } ใช้เพื่อบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำให้สะอาดถูกสุขอนามัย จะต้องรักษาระดับความเข้มข้นของคลอรีนในระดับ 0.6-1 ppm. ที่ pH ของน้ำใน
              สระที่ 7.2-7.6 ซึ่งจะสามารถควบคุมและป้องกัน ไม่ให้เกิดสาหร่ายขึ้นในสระว่ายน้ำ
           } ถ้าหากเกิดสาหร่ายขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้น้ำเปลี่ยนสี ให้หยุดใช้สระชั่วคราวแล้วทำการบำบัด โดยใช้คลอรีนเติมในสระให้ได้ความ
              เข้มข้น 5-10 ppm. ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จะสามารถกำจัดสาหร่ายได้ พักสระไว้ 2-3 วัน จึงเปิดให้บริการตามปกติ
           } ถ้าใช้คลอรีนชนิดไฮโปคลอไรท์ จะมีผลทำให้ pH ของน้ำในสระสูงขึ้น จำเป็นต้องใช้กรดเกลือ ( HCl ) เพื่อลด pH ของน้ำให้อยู่ในระดับ
              เหมาะสมที่ 7.2 -7.6 ( ยกเว้นถ้าใช้คลอรีนชนิด โซเดี่ยมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ไม่จำเป็นต้องใช้กรดเกลือ เพราะไม่มีผลต่อค่า pH
              ของน้ำ )

       ตารางแสดง อัตราส่วนการเติมคลอรีนในสระว่ายน้ำ

     สระน้ำขนาดเล็ก คือ ประมาณ 2.5×3.5×1.5 เมตร อยากทราบต้องเติมคลอรีนเท่าไร
การเติมคลอรีนในสระว่ายน้ำ คือ ใช้คลอรีน 90% หรือ คลอรีน 65% ก็ได้ โดยมีการกำหนดให้สระว่ายน้ำ
มีค่าคลอรีนอิสระในน้ำ1 ppm ( 1 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1ลิตร) ดังนั้นควรใช้ คลอรีน65% ที่ 3 ppm (เพื่อให้มีค่าคลอรีนอิสระในน้ำโดยเฉลี่ย 1 ppm)
โดยนำคลอรีนมาละลายน้ำ และใช้เฉพาะสารละลายคลอรีนเท่านั้น ใ้ห้สวมถุงมือและหน้ากากป้องปันสารพิษ ส่วนตะกอนที่ไม่ละลายควรจะเททิ้งไป ในการเติมลงในสระน้ำ ควรจะลงในช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่ในสระ หรือเวลากลางคืน
    ตัวอย่างการคำนวณ
คำนวณการใช้คลอรีน 65%
ค่าคลอรีน 3 ppm = คลอรีน 3 กรัม ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
ดังนั้นน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ต้องใช้คลอรีน 65% = 3/0.65 กรัม หรือ 4.6 กรัม
กำหนดปริมาตรสระ
ปริมาตรสระ 2.5×3.5×1.5 = 13.215 ลูกบาศก์เมตร
ใช้คลอรีนผง 65% จำนวน 4.6x 13.215 = 60 กรัม
ดังนั้นใช้คลอรีน 65% วันละ 0.060 กก./น้ำ 13.215 ลูกบาศก์เมตร

7.การใช้คลอรีนในตลาดสด
           } ใช้สาละลายคลอรีนเข้มข้น 5,000 – 10,000 ppm. เทราดให้ทั่วทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง จะเป็นการฆ่าเชื้อ
              จุลินทรีย์ และดับกลิ่นในตลาดได้เป็นอย่างดี

      ข้อแนะนำการใช้คลอรีนให้ปลอดภัย     

      l ข้อแนะนำการใช้คลอรีนให้ปลอดภัย
          } การเก็บรักษา
                – เก็บในภาชนะทีปิดสนิทมิดชิด และห่างจากสารที่ลุกไหม้ได้
                – เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ไม่โดนแสงแดด และมีอากาศถ่ายเทสะดวก
          } การใช้งาน
                – ก่อนใช้ต้องอ่านฉลากข้างภาชนะบรรจุ และปฎิบัติตามวิธีการใช้อย่างเคร่งครัด
                – ห้ามกลิ้งหรือโยนภาชนะบรรจุโดยเด็ดขาด
                – การตักคลอรีนจากภาชนะบรรจุ ต้องใช้พลั่วพลาสติกที่แห้งและสะอาด
                – ระวังอย่าให้คลอรีนสัมผัสกับกรดหรือด่าง วัตถุไวไฟ และเคมีภัณฑ์อื่นๆ เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรง
                – ห้ามทำการละลายคลอรีน โดยการเทน้ำใส่เพราะอาจเกิดการระเบิดได้
                – ขณะใช้ควรสวมแว่นตา ถุงมือ และชุดป้องกันอย่างรัดกุม
                – กรณีถูกไฟไหม้ คลอรีนจะปล่อยก๊าซออกซิเจน ดังนั้นต้องใช้เครื่องดับเพลิงที่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือผงเคมีในการดับ
                  เท่านั้น
          } การปฐมพยาบาลหากได้รับอันตราย
                – ถ้าสารเข้าตาหรือสัมผัสผิวหนัง ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆอย่างน้อย 15 นาที กำจัดเสื้อผ้าที่เปื้อนสาร แล้วนำส่งแพทย์
                – กรณีสูกดมสาร ให้รีบนำตัวสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ แล้วนำส่งแพทย์โดยทันที
                – กรณีกลืนกินสาร ถ้าผู้ป่วยยังมีสติ ให้ดื่มน้ำมากๆแล้วตามด้วยน้ำมันพืช หากมีการอาเจียนให้ดื่มน้ำมากๆ แล้วนำส่งแพทย์ทันที
                  ถ้าผู้ป่วยหมดสติ อย่าให้รับประทานสิ่งใดและห้ามทำให้อาเจียนโดยเด็ดขาด ให้รีบนำส่งแพทย์โดยเร็วที่สุด

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่า
      –  ปริมาณสารละลายคลอรีนที่เติมในน้ำประปา(ณ จุดเริ่มต้น) ต้องมีความเข้มข้น 5 มิลลิกรัมต่อลิตร
      –  ปริมาณของคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ (Chlorine Residual) ซึ่งวัดได้หลังจากคลอรีนสัมผัสกับน้ำแล้ว 30  
          นาที จะต้องมีความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร
     กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้ว่า
     – ปริมาณสารละลายคลอรีนที่เติมในน้ำประปา(ณ จุดเริ่มต้น) ต้องมีความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
     – ปริมาณของคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ (Chlorine Residual) ซึ่งวัดได้ที่ปลายท่อเมนจ่ายน้ำในจุดที่ไกลจากระบบ
       ผลิตมากที่สุด จะต้องมีความเข้มข้นประมาณ 0.2 – 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร

                การฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ปริมาณของคลอรีนที่เติมลงไปในน้ำ หากแต่เป็นปริมาณของคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ(Chlorine Residual) ซึ่งวัดได้หลังจากช่วงเวลาสัมผัสหนึ่ง ซึ่งจากคุณสมบัติหนึ่งของคลอรีนคือ เป็นสารออกซิไดซิงอย่างแรง ดังนั้นเมื่อเติมลงไปในน้ำ คลอรีนจะทำปฏิกิริยากับสารต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเติมคลอรีนน้อยเกินไปก็จะไม่มีคลอรีนตกค้าง แต่ถ้าเติมมากไปก็จะเป็นการสิ้นเปลือง และทำให้น้ำมีกลิ่นไม่พึงประสงค์และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ฉะนั้นจึงควรควบคุมให้มีปริมาณที่เหมาะสมเพื่อจะได้มีคลอรีนอิสระหรือคลอรีนหลงเหลืออยู่ในน้ำหลังจากการทำปฏิกิริยากับสารต่างๆแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ อนึ่งความต้องการคลอรีนขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพและเคมีของน้ำ เช่นน้ำที่มีความขุ่นหรือสารละลาย มักต้องการคลอรีนสูง เป็นต้น ส่วนระดับคลอรีนตกค้างนั้นขึ้นอยู่กับมาตรฐานน้ำประปาที่กำหนดขึ้น โดยปกติระบบจ่ายน้ำประปาสำหรับชุมชนควรมีคลอรีนตกค้างอิสระ (Chlorine Residual) ที่เวลาสัมผัส 20 นาที ซึ่งวัดได้ที่ปลายท่อเมนจ่ายน้ำในจุดที่ไกลจากระบบผลิตมากที่สุด จะต้องมีความเข้มข้นประมาณ 0.2 – 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *