อะซิโตน นำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยา, อุตสาหกรรมไฟเบอร์, อุตสาหกรรมสารเคมีชนิดต่างๆ และอุตสาหกรรมช่างต่างๆ

อะซิโตน คืออะไร ?

อะซิโตน หรือ อะซิโทน (Acetone) คือ สารตัวทำละลายอินทรีย์ระเหยง่ายที่ไม่มีกลุ่มฮาโลจีเนตเต็ต ใช้มากในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมสำหรับใช้เป็นตัวทำละลายสารต่างๆ สามารถผลิต และสกัดได้จากธรรมชาติ และการสังเคราะห์ทางเคมีจากปิโตรเลียม ทั้งยังไม่กัดผิวหนัง

แอซีโทน - วิกิพีเดีย

อะซิโตนเป็นของเหลวที่ระเหยง่ายไม่มีสีมีจุดหลอมเหลวที่ -95.4 °C และจุดเดือดที่ 56.53 °C มันมี ความหนาแน่นสัมพัทธ์ เท่ากับ 0.819 (ที่ 0 °C) ละลายได้ดีใน น้ำ เอทานอล อีเทอร์ ฯลฯ และเป็นตัวทำละลายที่สำคัญมาก การใช้งานแอซีโทนที่คุ้นเคยกันมากที่สุดคือใช้ในน้ำยาล้างเล็บ แอซีโทน ยังใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม พลาสติก ไฟเบอร์ ยา และ สารเคมีอื่น ๆ

อะซิโตน ถูกค้นพบครั้งแรกโดย Schardinger จากกระบวนการหมักของแบคทีเรียในสภาวะไม่มีออกซิเจน โดยสามารถผลิตได้จากแบคทีเรียในกลุ่ม Cl. acetobutylicum และ Cl. beijerinckii ซึ่งวิธีนี้มีต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อะซิโตนส่วนมากที่มีใช้ในปัจจุบันจะได้จากกระบวนการสังเคราะห์จากปิโตรเลียม

ประวัติ และการผลิตของอะซิโตน

ในปี ค.ศ. 1905 มีการค้นพบจากกระบวนการหมักของแบคทีเรียในสภาวะไม่มีออกซิเจน (Anaerobic Bacilli) เช่นเดียวกับ

หลุยส์ พัสเตอร์ที่ค้นพบบิวทานอล (ค.ศ. 1861) และคนแรกที่ค้นพบอะซิโตนก็คือ Schardinger

ในปี ค.ศ. 1912-ค.ศ. 1914 เชม วิทแมนน์ (Chaim Weizmann) ได้แยกจุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถผลิตอะซิโตน และบิวทานอลได้ เรียกว่า ไอโซเลต และต่อมาเรียกจุลินทรีย์กลุ่มนี้ว่า Clostridium acetobutylicum โดยในระยะแรกอะซิโตน จะมีความสำคัญมาก
โดยอะซิโตนที่ผลิตได้จะใช้เป็นตัวทำละลายคอร์ไดท์ (Cordite) สำหรับเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตวัตถุระเบิด TNT (Trinitrotoluene)ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาสงครามยุติ ความต้องการลดน้อยลงทำให้โรงงานเหล่านั้นต้องปิดตัวลง แต่ช่วงเดียวกันบิวทานอลกลับมีความต้องมากขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ และอุตสาหกรรมสีทา

ในปี ค.ศ. 1950 ได้เริ่มมีการผลิตอะซิโตน ด้วยกระบวนการทางเคมี จากสารที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าการผลิตโดยกระบวนการหมัก ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในอเมริกาเริ่มมีการเปิดขึ้นใหม่ จนกระทั่งสิทธิบัตรโรงงานของ
วิทแมนน์ (Weizmann) สิ้นสุดลงจึงเกิดโรงงานเพื่อการผลิตอะซิโตนขึ้นอีกมากมาย ทั้งในญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรีย และอเมริกาใต้ โดยใช้แบคทีเรีย C. acetobutylicum เป็นหลักในการผลิต เช่นเดียวกับการผลิตบิวทานอล

คุณสมบัติเฉพาะ

  • ชื่อทางเคมี : 2-Propanone
  • ชื่ออื่นๆ : Methyl ketone, Ketone propane, Dimethyl formaldehyde
  • สูตร : CH3COCH3
  • มวลโมเลกุล : 58.08
  • สถานะ : ของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นคล้ายมินท์
  • จุดเดือด : 56.5 องศาเซลเซียส
  • จุดหลอมเหลว : -95
  • จุดวาบไฟ : -2 องศาเซลเซียส
  • ลุกติดไฟได้เอง : 465 องศาเซลเซียส
  • ความถ่วงจำเพาะ : 0.79
  • ความดันไอ : 400 มิลลิเมตรปรอท (39.5 องศาเซลเซียส)
  • ค่าคงที่เฮนรี่ : 3.97 x 10-5 ลบ.ม.-บรรยากาศ (25 องศาเซลเซียส)
  • การละลายน้ำ : ละลายน้ำได้ดี

ประโยชน์ของ อะซิโตน

1. ในภาคอุตสาหกรรม

มักใช้เป็นตัวทำละลายในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเคมี ผลิตยา ผลิตสี หมึกพิมพ์ น้ำมันขัดเงา กาว แลคเกอร์ เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น เรซิน Bisphenol A สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกหลายชนิด เช่น โพลีคาร์บอเนต โพลียูรีเทน และเรซิน เป็นต้น

2. ห้องปฏิบัติการ

มักใช้อะซิโตนสำหรับเป็นตัวทำละลายในการเตรียมสารเคมี หรือ ใช้เป็นสารทำละลายสำหรับการสกัดสารอินทรีย์จากพืชหรือสัตว์

3. ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้แก่ ใช้สำหรับการชะล้าง และเป็นสารไล่น้ำ

อันตรายจาก Acetone ที่ควรระวัง

อันตราย Acetone จากภายนอกร่างกาย
หาก Acetone ได้สัมผัสกับดวงตา : ในขณะที่เราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Acetone เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าไม่ควรให้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ สัมผัสดวงตาของเรา แต่ในบางครั้งความประมาทหรือความไม่ระวังอาจทำให้ Acetone สัมผัสดวงตาได้ ซึ่งจะส่งผลให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองทันทีและมีความรุนแรงอย่างอาการตาแดงหรืออาการปวดตาอย่างหนัก เพราะฉะนั้นหากเราจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Acetone ก็ควรสวมใส่แว่นตาที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันสารเคมีอย่าง Acetone ได้

หาก Acetone ได้สัมผัสกับผิวหนัง : ความเข้มข้นของ Acetone ในผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทย่อมมีความเข้มข้นที่แตกต่างกันออกไป หากผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีความเข้มข้นที่เจือจางเมื่อเราไปสัมผัสก็อาจจะไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ แต่สำหรับบางผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบ Acetone ที่เข้มเข้มเมื่อเราได้สัมผัสผิวหนังอาจจะเกิดอาการผื่นแดงฉับพลันหรือมีอาการแสบร้อน ดังนั้นเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันทีหรือถ้าเกิดอาการรุนแรงมากกว่าที่กล่าวมาก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาทันที เมื่อรู้เช่นนี้แล้วหากจำเป็นต้องสัมผัสกับ Acetone ก็ควรหาวิธีป้องกันอย่างการสวมใส่ถุงมือและสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิดเพื่อป้องกัน Acetone กระเด็นใส่ผิวหนัง

อันตราย Acetone จากภายในร่างกาย
หากกิน Acetone ลงท้อง : แน่นอนว่าไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะมีความเข้มข้นของ Acetone มากหรือน้อยเราก็ไม่ควรกลืนกินเข้าไปเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบขึ้นในบริเวณอวัยวะระบบทางเดินอาหาร อาทิเช่น กระเพาะอาหารและลำไส้ จำเป็นต้องล้างท้องหรือขับ Acetone ออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด

เมื่อมีการสูดดมกลิ่น Acetone มากจนเกินไป : หากเราได้รับสาร Acetone จากการสูดดมกลิ่นมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจโดยจะมีอาการ เช่น ปวดศีรษะ, ไอ, แน่นบริเวณหน้าอก หรือคลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้เป็นอาการที่บ่งบอกว่าเราได้รับกลิ่น Acetone มากจนเกินไปหรือนานเกินไป ดังนั้นถ้าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่ดมกลิ่นของ Acetone เราก็ควรหาวิธีป้องกันอย่างการสวมใส่หน้ากากที่ออกแบบในการป้องกันกลิ่นของสารเคมีโดยเฉพาะหรือทำงานในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก

อะซิโตน จัดเป็นสารไวไฟ มีจุดวาบไฟที่น้อยมากที่ -2 องศาเซลเซียส และลุกติดไฟได้เองที่ 465 องศาเซลเซียส ดังนั้น จึงมีโอกาสเกิดการติดไฟ และระเบิดได้ง่ายหากสัมผัสกับความร้อน และเปลวไฟ และเกิดระเบิดได้เองหากส่วนผสมของไอระเหยกับอากาศอยู่ภายใต้ขีดจำกัดความไวไฟที่ได้รับความร้อนมากเพียงพอ

การเก็บรักษา อะซิโตน

  • ควรเก็บในภาชนะที่ปิดบรรจุมิดชิด จัดเก็บในบริเวณที่แห้ง เย็น มีการระบายอากาศที่ดี
  • ควรเก็บในภาชนะที่ทำจากกแก้ว หลีกเลี่ยงการเก็บในภาชนะที่ทำด้วยโลหะ ใยสังเคราะห์ และพลาสติก
  • ควรเก็บให้ห่างจากแหล่งความร้อน แสงแดด เปลวไฟ และสารที่เข้ากันไม่ได้
  • อุณหภูมิสถานที่เก็บไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส
  • สถานที่เก็บควรถูกต้องตามกฎหมายที่กรมโรงงานกำหนดในเรื่องการจัดเก็บวัตถุอันตราย มีป้ายเตือนอันตราย ป้ายเตือนให้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ป้ายห้ามสูบบุหรี่ ระยะห่างจากแหล่งความร้อน แหล่งเชื้อเพลิง อาคารสามารถป้องกันประกายไฟ เป็นต้น

                                                                                   

สาระน่ารู้เพิ่มเติม

10 อันดับ น้ำยาล้างเล็บ ยี่ห้อไหนดี ปี 2023 ล้างออกง่าย บำรุงเล็บ | mybest

ส่วนประกอบสำคัญหนึ่งในน้ำยาล้างเล็บคือ อะซิโตน หรือเอทิลอะซิเตต จะไม่มีสี ระเหยง่าย  เป็นตัวทำละลายอินทรีย์มีความเป็นขั้วสูงและมีพิษต่ำ จึงเหมาะกับการน้ำยาล้างเล็บ  ในทางเคมีแล้ว อะซิโตนใช้มากในห้องปฏิบัติการ และด้วยความที่เป็นสารเคมี จึงกำหนดให้อะซิโตนเป็นสารเคมีอันตราย (ชนิดที่ 3) มีคุณสมบัติเป็นของเหลว ไวไฟ ในน้ำยาล้างเล็บมีส่วนประกอบหลักนอกจากอะซิโตนเข้มข้นแล้ว ยังมีน้ำและตัวนี้ทำให้สารอื่นๆ รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้บ่อยในครีม หรือโลชั่น เป็นตัวทำละลายชนิดหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้ ในน้ำยาล้างเล็บยังมีน้ำหอมเพื่อกลิ่นไม่ฉุน และสีอ่อนๆ อีกด้วย แม้ว่าเมื่อเราสัมผัสอะซิโตนแล้วจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ง่ายๆ และไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ถ้าสัมผัสอะซิโตนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดการสะสม ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้

 

 

 

บริษัท เวิลด์ เคมีคอล ฟาร์อีสท์ จำกัด (จังหวัดเชียงใหม่)
261/3-6 ถ.มหิดล ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100 โทร. 053-204 446-7 / 053-204 465 sales_worldchemical@hotmail.com